"ความเงียบที่ทุกคนไม่ได้มาพูดกับเบิร์ด แล้วเบิร์ดไม่ต้องตอบ นั่นคือส่วนตัว อาจจะว่างเปล่าอาจจะมองรถวิ่งไปมา อาจจะมองดอกไม้หรือใบไม้ที่กำลังอยู่นิ่งๆ นั่นละคือส่วนตัวของเบิร์ด เบิร์ดไม่เคยมีข้อเรียกร้องกับใครไม่เคยมีการเรียกร้อง แม้กระทั่งตัวเอง... ว่าอยากกินอะไรอยากใส่อะไร อยากแต่งอะไร ทุกอย่างเป็นงานไปหมด เบิร์ด ต้องแต่งตัวแบบนี้ เพราะว่าคนที่จะมองเราเป็นใคร เบิร์ดต้องทำตัวแบบนี้ เพราะว่าคนที่จะเห็นเราเป็นใคร เบิร์ดต้องพูดภาษาแบบนี้เพราะว่าคนที่จะฟังเราเป็นใคร เบิร์ดจะต้องเต้นเพราะว่าเขาให้เราเต้น แต่เบิร์ดก็มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ ไม่มีใครบังคับเบิร์ดเลยนี่คือความจริง ซึ่งตรงนี้ไม่แคร์ด้วยว่าความเป็นส่วนตัวมันจะเหลือน้อยหรือเหลือมาก"

"จากห้องใหญ่ๆ ถ้าอยู่คนเดียวเบิร์ดจะไม่นั่งกลางห้องนะ จะนั่งอยู่ตามมุมแล้วก็แอบมอง อาการที่เคยหัวเราะดังมาก จะลดลง... จนเหลือแค่ยิ้มเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ทุกคนต้องการฟังเบิร์ดร้องเพลง ต้องการเห็นเบิร์ดเต้น เบิร์ดจะบานเท่าห้องเลย โลกส่วนตัวของเบิร์ดเล็กมาก เล็กจนตัวเองก็มองไม่เห็น เพราะว่าอะไรรู้ไหมทุกๆที่มีคนมองเบิร์ดหมดเลย ขนาดมืดๆก็มีคนมองเบิร์ด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเรามองเข้าไปในกระจก แล้วไม่เห็นตัวเอง นั่นล่ะเบิร์ดถึงจะมีโลกส่วนตัว"

"เบิร์ดเป็นคนที่มีการยอมรับ มีความเข้าใจสูงมากกับทุกๆ อย่างที่อยู่รอบตัว เบิร์ดพูดอยู่ตลอดเวลาว่า มันเหมือนเบิร์ดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังตีแบดกัน ท่ามกลางความสนุกสนาน เราไม่รู้หรอกว่ามีคนแอบดูเราอยู่แล้วพนันกันว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ ชีวิตก็คือชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่างได้ เบิร์ดจะคิดอยู่เสมอว่า ชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ ต้องมีการยอมรับ ต้องมีความเข้าใจกับสิ่งที่จะเกิด กับสิ่งที่ยังไม่เกิด และกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ถ้าเราไม่ยอมรับมันก็คือปัญหาของเรา"

"เบิร์ดเป็นอย่างนี้ เพราะการเลี้ยงดูของที่บ้านการยอมรับตั้งแต่เด็ก การยอมรับในครอบครัว ยอมรับในความเป็นอยู่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นสิ่งที่ดีงามในชีวิต ให้กลับปมด้อยให้เป็นปมเด่นไม่มีใครกลับได้ เหมือนตัวเราเองเมื่อเราทำอะไรที่เล็กๆ จากในบ้านเล็กๆ ในบ้าน ก็คือใหญ่ที่สุดในชีวิตคน บ้านคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราเข้าใจบ้าน เมื่อเดินออกมาข้างนอก ก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนกัน"

"เวลามีปัญหาเบิร์ดจะนิ่งก่อน เบิร์ดจะคุยกับตัวเองตลอดเวลา มองเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะไม่นิ่งเลย เมื่อก่อนมีอะไรก็พูดกันตรงๆ พูดกันออกไปเดี่ยวนั้น โดยที่ไม่ต้องคิด แต่เมื่อวันนี้อายุเราก็มากแล้ว ประสบการณ์มาก ก็จะนิ่ง แล้วบางทีก็ไม่พูดอะไรเลย กลืนมันลงไปยังดีกว่าพูดแล้วต่อความยาวกันไปเรื่อย รังแต่จะทำให้เกิดเรื่องไม่ดีงาม ทุกสิ่งมากระทบเบิร์ด เหมือนเบิร์ดเป็นก้อนหินก้อนเดียว ทุกคลื่นกระทบรอบทิศอยู่ตลอดเวลา เราต้องคอนโทรลตัวเราเอง ต้องทำตัวเป็นหิน อะไรมากระทบก็นิ่งเบิร์ดจะไปคอนโทรลสิ่งที่มากระทบไม่ได้"

"เบิร์ดเป็นคนธรรมดา เป็นคนที่ไม่มีค่าสำหรับตัวเอง แต่มีค่าสำหรับคนอื่นเบิร์ดคิดว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา เพราะยังไม่เคยทำอะไรที่ตัวเองอยากทำแล้วทำได้เลย ไม่เคยค้นคว้าอยากทำ ไม่เคยคิด ไม่เคยริเริ่มก็ทำไปทำไป ไม่เคยทำมา"

"เบิร์ดเป็นคนชอบวิเคราะห์ ตอนทำอัลบั้มแรก มีอยู่วันหนึ่ง โทรศัพท์ไปหาพี่เล็กตอนกลางคืน เบิร์ดดูทีวีแล้วก็ชอบคุยกับพี่เล็กเขา พี่เล็กก็พูด "ดีจังไม่เคยเห็นใครทำงานด้วยการวิเคราะห์ จะเจอกับคนที่ทำงานไปจนเสร็จแล้วหันมาวิเคราะห์ แต่เบิร์ดวิเคราะห์ก่อนที่จะทำ "เบิร์ดก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นคนอย่างนั้นแต่ก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด สมองมันก็เลยไม่หยุดทำงาน เวลามองอะไร ก็มองหลายมุม มองทั้งดี ทั้งเลว ดีที่สุด เลวที่สุด ว่ามันจะเป็นยังไง"

"สมองเบิร์ดกับกาลเทศะนะมันเหมือนกับเครื่องคิดเลขป้อนเข้าไปแล้วกดปี๊บมันจะออกมาเลย ในความเป็นกาลเทศะในงาน ในการดำเนินชีวิตเพราะมันเหมือนกับว่า เบิร์ดไม่มีเวลามาก เบิร์ดต้องทำแล้วพูด ทำแล้วพูดทุกสิ่งทุกอย่างมันวิ่งเข้ามาตลอดเลย วันๆ ต้องเจอคนๆเดียว วันๆ หนึ่งคิดกี่เรื่อง แล้วเบิร์ดต้องเจอคนมากมายในแต่ละวันนับดูแล้วไม่รู้

จะสักกี่เรื่องเพราะฉะนั้นเวลาทำงาน เบิร์ดจะไม่มี 1 2 3 4 5 อันนั้นมันอยู่ในใจ เวลาว่างๆ ถึงจะคิดแต่ตอนปฏิบัติจะไม่มีการอ่านหนังสือ ต้องเข้าสอบเลยแต่โชคดีที่สอบผ่าน เบิร์ดไม่ใช่คนเก่ง แต่เบิร์ดไม่มีคู่แข่ง วันหนึ่งถ้าเบิร์ดมีคู่แข่งเบิร์ดจะรู้ว่าเบิร์ดไม่เห็นเก่งอะไรเลย ตอนนี้เบิร์ดต้องแข่งกับตัวเองโดยใช้มุมมองของคนอื่น ต้องแข่งตลอดเพื่อให้ดีขึ้น คนเรามีเวลาน้อย เรามีกันแค่หมื่นวันเท่านั้นเองที่จะมีชีวิตอยู่ ใม่มีใครมีมากกว่านี้"

"คนที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเบิร์ดก็คือ ตัวเบิร์ดเอง เรื่องของการทำงานเรื่องของคู่แข่ง เรื่องของการดำรงชีวิต เวลาดูในกระจกแล้วคนในกระจกคือคู่แข่งของเบิร์ด เบิร์ดจะเอาชนะเขาให้ได้ทุกเรื่องพอหันหลังให้กระจกแล้วเบิร์ดต้องทำให้ได้ดีกว่าเขา คู่แข่งในความรู้สึกของเบิร์ดก็คือตัวเบิร์ดเอง"

"ความหวังของเบิร์ดมันไม่มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องงานเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น เลยอยากให้เขามีความสุขเท่านั้นล่ะเบิร์ดว่านั่นคือสรณะสำหรับเบิร์ดนะ มันคือของจริงอยากให้เขามีความสุข อยากให้เขารักเบิร์ด เบิร์ดเป็นคนรักความรัก เป็นคนที่ชื่นชมกับความรัก เบิร์ดเป็นคนที่ไม่ปิดกั้นตัวเองกับความรักของคนที่มีต่อคนคนที่มีกับสัตว์ คนที่มีความรักกับใครต่อใคร กับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เพราะว่าเบิร์ดไม่มีความรักอย่างอื่น นอกจากตรงนี้ ความหวังของเบิร์ดคืออยากให้พระดลใจให้เบิร์ดได้มีพลัง ให้เบิร์ดมีสุขภาพดี ทุกครั้งเวลามีคอนเสิร์ด ก่อนจะออกแสดง เบิร์ดจะไหว้พระ แล้วก็ขอ ขอพลังความคิด ขอพลังเสียง ขอพลังใจขอให้สุขภาพดี ขอให้เบิร์ดทำได้ดี ขอให้ได้เล่นแล้วทำให้ทุกคนมีความสุขมากที่สุด นี่คือคาถาของเบิร์ดเลยนะ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลยนะแต่เป็นคาถาที่ออกมาจากใจเบิร์ดจริงๆ นี่คือความฝันของเบิร์ด ที่อยากจะทำอะไรก็ได้ ให้พระดลใจให้ได้มีพลังกาย พลังใจ พลังสมองที่จะคิดขอให้เพื่อนร่วมงานของเบิร์ดปลอดภัย มีสุขภาพดีมีขวัญและกำลังใจดี เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันเป็นหนึ่ง แล้วก็ทำให้คนเขามีความสุขเท่านั้นล่ะคือความหวังของเบิร์ด แต่จะไปตรงไหน จะอยู่งานวัด หรือว่าจะไปเมืองนอก หรือว่าจะยืนบนเวทีที่ใหญ่มากหรือว่าจะมีแค่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็ได้ตรงนั้นก็มีความสุขเหมือนกันความสุขที่ได้เห็นคนอื่นเขามีความสุข ปรบมือกระทืบเท้า นั่นน่ะคือความฝันของเบิร์ด มีอยู่แค่นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับอย่างอื่นเลยเกี่ยวกับงานอย่างเดียว"



 
โดย Mouse Lens -- จากหนังสือเฉพาะกิจ Bird's Story